ผลกระทบราคาดีเซลทะลุ 50 บาท/ลิตร ดันต้นทุนขนส่งสายใต้เพิ่มเป็น 17,000 บาทต่อเที่ยว ส่วน 3 จังหวัดชายแดนแตะ 30,000 บาท ด้านเรือประมงอวนล้อม-อวนลากจอดเทียบท่าแล้ว 70% หลังต้นทุนพุ่งไม่ต่ำกว่า 1.5 ล้านบาท/เดือน จี้รัฐบาลต้องเร่งหามาตรการช่วยเหลือก่อนหยุดกิจการทั้งหมด…
สำหรับกรณีขนส่งไปยัง 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ (จ.ปัตตานี ยะลา และ จ.นราธิวาส) ปรับเพิ่มเป็น 30,000 บาท/เที่ยว ถ้าหากไม่ได้ราคานี้จะหยุดรับส่งสินค้า เพราะนอกจากต้นทุนน้ำมันยังต้องรับความเสี่ยงด้านความปลอดภัย เพราะ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้จากสถานการณ์ความไม่สงบมีความถี่มากขึ้น
“ด้วยราคาน้ำมันที่ปรับขึ้นต่อเนื่องทำให้ธุรกิจขนส่งสินค้าจะต้องปรับราคาเที่ยววิ่งขึ้นเท่านั้น เพื่อประคองธุรกิจให้อยู่รอด ไม่ขาดทุน เพราะหากขาดทุนก็จะหยุดประกอบการไปชั่วคราวก่อน” แหล่งข่าวกล่าว
ขณะที่ภาคการประมง นายภูเบศ จันทนิมิ อดีตนายกสมาคมประมงอวนล้อมประเทศไทย ในฐานะที่ปรึกษากิตติมศักดิ์สมาคมอวนลาก เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า จากราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นและเกิดภาวะขาดแคลนน้ำมัน ส่งผลกระทบต่ออาชีพประมง ทำให้เรือประมงอวนล้อมและอวนลากต้องจอดเทียบท่า ไม่สามารถออกหาสัตว์น้ำได้แล้วประมาณ 60-70% จากจำนวนเรือประมงที่ขึ้นทะเบียนกับกรมประมงจำนวน 9,000 ลำ นอกจากนี้ราคาน้ำมันยังมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลให้เรือประมงอาจต้องจอดเทียบท่าทั้งหมด เพราะไม่สามารถแบกรับต้นทุนเพิ่มขึ้นมากกว่าเท่าตัว ส่วนสัตว์น้ำก็ไม่สามารถปรับราคาได้สูงตามต้นทุนเพราะจะกระทบต่อกำลังซื้อของผู้บริโภค
ปัจจุบันน้ำมันเขียวที่ใช้สำหรับเรือประมง ราคา 50 บาท/ลิตร จากเดิมราคา 18-20 บาท/ลิตร โดยการออกจับสัตว์น้ำแต่ละครั้งเรือจะต้องเติมน้ำมันประมาณ 1,000-10,000 ลิตร/เที่ยว หรือขึ้นอยู่กับระยะทางหากออกเรือ ทำให้ชาวประมงมีต้นทุนอย่างน้อยประมาณ 1.5 ล้านบาท/เดือน ซึ่งคาดว่าน้ำมันเขียวยังมีแนวโน้มปรับราคาเพิ่มอีก 10 บาท/ลิตร อาจทำให้ชาวประมงมีต้นทุนการผลิตมากกว่า 2 ล้านบาท/เดือน โดยยังไม่รวมถึงต้นทุนแรงงานประมงอีกด้วย
นายภูเบศยังกล่าวอีกว่า รัฐบาลจะต้องตรึงราคาน้ำมันเขียวไว้อย่างน้อยต้องไม่เกิน 35 บาทต่อลิตร พร้อมจัดสรรน้ำมันสำรองสำหรับเรือประมงไว้ด้วย และรัฐบาลจะต้องนำเงินกองทุนน้ำมันเข้าช่วยเหลือ โดยผู้ประกอบการจะทยอยคืนเงินชดเชยให้ในภายหลังเมื่อสถานการณ์คลี่คลายสู่ภาวะปกติ…
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : https://www.prachachat.net/local-economy/news-1989817